นักวิจัยชาวอังกฤษเสนอภาครัฐไทยหนุน “ครอบครัวอุปถัมภ์” ลดวิกฤตเด็กกำพร้า

Last updated: Dec 6, 2018  |  22 Views  |  News & Events

นักวิจัยชาวอังกฤษเสนอภาครัฐไทยหนุน “ครอบครัวอุปถัมภ์” ลดวิกฤตเด็กกำพร้า

นักวิจัยชาวอังกฤษเสนอภาครัฐไทยหนุน “ครอบครัวอุปถัมภ์” ลดวิกฤตเด็กกำพร้า


ปัจจุบันจำนวนเด็กด้อยโอกาสในสังคมไทยมีตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นทุกปี … หนึ่งในนั้นคือ “เด็กกำพร้า”
แม้ว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Convention on the Right of the Child) จะเน้นความสำคัญของครอบครัวต่อชีวิตของเด็ก และย้ำความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาล ในการส่งเสริมให้เกิดการดูแลแบบครอบครัว เพื่อช่วยให้เด็กและครอบครัวได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และจัดให้มีการดูแลทดแทนที่เหมาะสมสำหรับเด็กทุกคน ที่ไม่สามารถอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ต่อไปได้ แต่ความพยายามนั้นยังไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหา “เด็กกำพร้า” ของประเทศไทยในวันนี้ได้

หนึ่งในทางออกที่น่าสนใจคือ แนวทางการดูแลทดแทนสำหรับเด็ก (Guildlines for the Alternative Care Children) ซึ่งได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยจากการศึกษาด้านพัฒนาการเด็กที่ได้ทำมาเป็นเวลาหลายปีในหลากหลายบริบทยืนยันตรงกันว่า “การดูแลของครอบครัว” มีคุณค่าต่อเด็กเป็นอย่างมาก ส่วนการเลี้ยงดูทดแทนควรเป็นวิธีสุดท้าย (พิชัย ราชภัณฑารี : น. IV )



ดร.จัสติน โรเจอร์ส - ศ.ดร. โกวิทย์ พวงงาม

ล่าสุด ดร.จัสติน โรเจอร์ส (Dr. Justin Rogers) อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์และนโยบาย มหาวิทยาลัยบาธ (University of Bath) ประเทศอังกฤษ ภายใต้การรับรองของ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ สาขาวิชานโยบายสังคมและการพัฒนา (หลักสูตรนานาชาติ) Social Policy and Development (SPD) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสนอ งานวิจัยเรื่อง The child welfare system in Thailand; Exploring the perceptions of practitioners and policy actors. (ระบบสวัสดิการเด็กในประเทศไทย ; มุมมองของผู้ปฏิบัติและผู้สร้างนโยบาย) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดูแลทดแทนสำหรับเด็ก ที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในข้างต้น

ศาสตราจารย์ ดร. โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มีหลักสูตรนานาชาติ ที่เรียกว่า สาขาวิชานโยบายสังคมและการพัฒนา Social Policy and Development (SPD) ซึ่งในปีนี้จะครบ 4 ปี เป็นหลักสูตรที่มีทั้งชาวต่างชาติและคนไทยมาเรียน มี ดร.ประภาภรณ์ ติวยานนท์ มงคลวนิช เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ในหลักสูตรนี้เราได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศมาช่วยสอน สำหรับ ดร.จัสติน โรเจอร์ส เป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนและสอนนักศึกษาในบางรายวิชา โดยสาขาวิชานโยบายสังคมและการพัฒนา มีบทบาทในการผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้ปฏิบัติงานหรือจัดการงานด้านบริการสังคม / สวัสดิการสังคม (Generalists) นอกจาก ดร.จัสติน จะมาเป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนและช่วยสอนแล้ว ยังทำวิจัย เรื่อง The child welfare system in Thailand; Exploring the perceptions of practitioners and policy actors. (ระบบสวัสดิการเด็กในประเทศไทย ; มุมมองของผู้ปฏิบัติและผู้สร้างนโยบาย) ซึ่งตรงกับบทบาทคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ที่ต้องการชี้แนะสังคมว่าการระบบสวัสดิการเด็กในประเทศไทยควรมีทิศทางอย่างไรในอนาคต

ดร.จัสติน โรเจอร์ส (Dr. Justin Rogers) อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์และนโยบาย มหาวิทยาลัยบาธ (University of Bath) ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจงานวิจัยนี้เนื่องจากผมเป็นนักสังคมสงเคราะห์ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดหาครอบครัวให้แก่เด็กกำพร้าโดยเฉพาะ ตลอดเวลา 20 ปี ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ที่ได้ลงพื้นที่ดูแลเด็กกำพร้า ทำให้พบกับปัญหาต่างๆ จึงเป็นที่มาของงานงานวิจัยปริญญาเอกนี้ ซึ่งศึกษาขึ้นเพื่อนำร่องการจัดทำแผนสวัสดิการเด็กในประเทศไทย โดยผมได้ให้ความสนใจและเริ่มศึกษาเพื่องานวิจัยอย่างจริงจังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนสาเหตุที่ทำให้สนใจประเด็นเด็กกำพร้าเนื่องจาก คำชี้แนะของสหประชาชาติ (The United Nations) ที่ว่า เด็กกำพร้าถ้าอยู่กับสถานดูแลทดแทน จะไม่เทียบเท่ากับในสภาวะที่อยู่กับครอบครัว การอยู่ในครอบครัวจะเป็นรูปแบบไหนก็ตามย่อมดีกว่า โดยทั่วโลกมีเด็กกำพร้าอยู่ราวกว่า 8 ล้านคน สำหรับการวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรก – สัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงาน ในองค์กรที่ดูแลเด็ก ได้แก่ สถานดูแลเด็กกำพร้าของรัฐ, สถานดูแลเด็กกำพร้าของเอกชน และสถานดูแลเด็กกำพร้าในโครงการอุปถัมภ์ของ NGO ส่วนที่สอง – สัมภาษณ์กับผู้ที่ทำงานเชิงนโยบายเกี่ยวกับเด็ก ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐ (หน่วยงานที่ดูแลองค์กรเด็ก) และ เจ้าหน้าที่เอกชน (หน่วยงานที่ให้ความสำคัญและสนุบสนุนการดูแลเด็ก) รวม 19 องค์กร จำนวน 27 คน โดยลงพื้นที่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ เชียงใหม่ สงขลา และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เพื่อให้เห็นภาพทั้งสองมิติของ “ผู้ที่ลงมือปฏิบัติ” และ “ผู้ที่ทำงานเชิงนโยบาย”

“ประเทศไทยมีการพัฒนาระบบสวัสดิการเด็กดีขึ้น เนื่องจากสถิติการตายของเด็กลดลง เด็กการเข้าถึงการศึกษามากขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเพศระหว่างเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายลดลง และการเข้าถึงสาธารณสุขมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทางบวก แต่ถ้าเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่กับครอบครัวได้ ก็มีแนวโน้มว่า “เด็กกำพร้า” เหล่านั้นจะต้องเข้าสู่สถานดูแลทดแทน ซึ่งไม่ใช่สถานสงเคราะห์ที่มีการลงทะเบียนตรวจสอบ จึงทำให้พบกับปัญหาการเข้าถึงในการดูแลเด็กกำพร้า เช่น จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะมีความพยายามเพียงใด ก็ยังคงไม่สามารถทดแทนความต้องการของเด็กกำพร้าเหล่านั้นได้

 

“งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่าในเชิงนโยบาย ภาครัฐได้มีการคุ้มครองในเชิงสิทธิเด็กอยู่แล้ว ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ “เด็กกำพร้า” ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ ได้รับการดูแลและได้รับการศึกษา แต่เมื่อได้วิจัยในเชิงลึกสิ่งที่ค้นพบคือ สวัสดิการเหล่านั้นยังเข้าไม่ถึงเด็กกำพร้าอีกหลายคน นอกจากนี้เมื่อได้เข้าไปดูสถานที่ของสถานสงเคราะห์ต่างๆแล้วยังพบว่า สถานที่และบรรยากาศไม่ได้เอื้อต่อพัฒนาการที่ดีสำหรับเด็ก อีกทั้งภาครัฐยังไม่มีแผนในการดูแลเด็กกำพร้าอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยขณะนี้ยังไม่มีนโยบายอะไรรองรับเด็กกำพร้า มีแต่นโยบายอื่นๆสำหรับเด็กส่วนใหญ่” ดร.จัสติน กล่าวถึงผลการวิจัย

ดร.จัสติน กล่าวอีกว่า สิ่งที่อยากจะเน้นคือประเทศไทยยังขาดการส่งเสริม เรื่อง “ครอบครัวอุปถัมภ์” ขณะที่องค์กรอิสระในประเทศไทยหลายแห่งพยายามดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ อย่างไรก็ตามองค์กรอิสระบางแห่งได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐบางส่วน ด้วยการให้ความรู้ในการดูแลเด็กกำพร้าแก่ผู้ที่จะเข้ามาเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ โดยมีเด็กประมาณกว่า 300 คน ได้เข้าสู่กระบวนการ “ครอบครัวอุปถัมภ์” นี้แล้ว อย่างไรก็ตามก็ถือว่ายังเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับเด็กกำพร้าที่มีอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนถึง 80,000คน

ด้วยเหตุนี้จึงควรสนับสนุนระบบสวัสดิการเด็ก ในลักษณะของ “ครอบครัวอุปถัมภ์” ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะให้ความสนใจและคำนึงต้องการความต้องการของเด็กมากขึ้น แต่ในมุมมองของผม “เด็กกำพร้า” คือกลุ่มของเด็กที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงมากที่สุดโดยหลายคนเคยเจอความรุนแรง เคยถูกทอดทิ้ง หรือไม่ก็โดนทิ้งจากครอบครัว และหลายคนก็พิการ พวกเขาไม่มีผู้ปกครอง ไม่มีใครให้คำแนะนำในการใช้ชีวิต

“ผมหวังว่างานวิจัยนี้จะเป็นการจุดประกายและต่อยอดงานวิจัยที่เกี่ยวกับเด็กอื่นๆ ตลอดจนเป็นการสร้างความความตระหนักและสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า ปัญหาเด็กกำพร้ามีทางออก ให้เห็นว่าในความเป็นจริงเด็กกำพร้าต้องเผชิญสภาวะอย่างไรบ้าง โดยงานวิจัยนี้จะตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Child Abuse and Neglect หรือ International Social Work Journal สำหรับสิ่งที่จะทำต่อไปคือการเก็บข้อมูลของเด็กกำพร้าที่อยู่ในสถานทดแทนต่างๆ เช่น สถานสงเคราะห์ โรงเรียนประจำ วัด และครอบครัวอุปถัมภ์ เพื่อนำเสนอและถ่ายทอดสังคมให้รู้ว่า เด็กกำพร้าต้องพบกับอะไรบ้างในความเป็นจริง และท้ายนี้อยากฝากว่า เด็กกำพร้าเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในสังคม พวกเขาควรที่จะได้รับการดูแลอย่างดี และสังคมควรให้การดูแลพวกเขา เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านี้ก็จะเติบโตเป็นบุคลากร สร้างสรรค์สิ่งดีให้แก่สังคมในอนาคต”

   
(จากซ้าย) ดร.ประภาภรณ์ - ดร.จัสติน - ศ.ดร. โกวิทย์

ด้าน ดร.ประภาภรณ์ ติวยานนท์ มงคลวนิช ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสังคมและการพัฒนา ( Social Policy and Development - SPD) หลักสูตรนานาชาติ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ดร.จัสตินได้ทุนวิจัย Newton Fund ซึ่ง บริติช เคานซิล ประเทศไทย (British Council Thailand) ได้ตั้งกองทุนนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการทำวิจัยในประเทศไทย โดย ดร.จัสติน ได้เสนอโครงงานวิจัยและได้รับทุนนี้ หลังจากนั้น ดร.จัสติน ได้มองถึงสถาบันที่จะสามารถรับรองงานวิจัยได้ และเห็นว่าหลักสูตรนโยบายสังคมและพัฒนา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ มีความเหมาะสมจึงได้ติดต่อมา ซึ่งทางคณะสังคมสงเคราะห์ฯ มีความยินดีที่จะรับรองให้ ดร.จัสติน ในฐานะที่เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยบาธ ประเทศอังฤษ ที่ต้องการมาทำงานวิจัย โดยเป้าหมายของการมาทำวิจัยของ ดร.จัสติน คือ 8 สัปดาห์ (2 เดือน) ... ทางคณะสังคมสงเคราะห์ฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรื่องวิชาการ จึงเรียนเชิญให้ ดร.จัสติน สอนในสาขานโยบายสังคมและการพัฒนา (Social Policy and Development - SPD) และถ่ายทอดงานวิจัยชิ้นนี้ ให้แก่นักศึกษาในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 และ ชั้นปีที่ 3 หลักสูตรนานาชาติ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจาก ดร.จัสติน จะได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักศึกษาแล้ว ยังเปิดให้ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมฟังการบรรยายอีกด้วย รวมทั้งยังจัดงานสัมมนา โดยเชิญผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กในประเทศไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานวิจัย

“งานวิจัยนี้เป็นประเด็นที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำ ดร.จัสติน ได้นำมุมมองจากภายนอก ซึ่งเป็นมุมมองเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ มาเปรียบเทียบกับประเทศไทยว่า เราอยู่ตรงจุดไหน ควรเดินหน้าไปอย่างไร และแม้ว่าจะมีการดูแลเด็กกำพร้าในสถานทดแทน แต่ก็ยังเป็นปัญหาในสังคมไทย คณะสังคมสงเคราะห์ฯ ต้องการต่อ ยอดความรู้ ซึ่งการที่มีนักวิจัยต่างประเทศเข้ามาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนักวิจัยต่างประเทศ จะเห็นมุมมมองที่ไม่ได้เป็นบริบทของคนไทย แต่เห็นในมุมมองบริบทของโลก” ดร.ประภาภรณ์กล่าว

ปัจจุบัน ดร.จัสติน โรเจอร์ส (Dr. Justin Rogers) เป็น อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์และนโยบาย มหาวิทยาลัยบาธ (University of Bath) ประเทศอังกฤษ มีความเชี่ยวชาญด้านสวัสดิการเด็กและการคุ้มครองเด็ก และยังดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการ (การป้องกัน) Batheaston Primary School นอกจากนี้ยังเคยทำงานกับศูนย์ศึกษาผู้ลี้ภัย York University , ผู้ตรวจสอบ Cardiff Metropolitan University และประสานความร่วมมือกับโครงการ Fostering Hope รวมทั้งยังได้รับรางวัล NCCPE Engage Award ในปี 2016 ในสาขา Working in Partnership โดยผู้สนใจสามารถติดตามผลงานและงานวิจัยของ ดร.จัสติน โรเจอร์ส ได้ทาง https://researchportal.bath.ac.uk/en/persons/justin-rogers และ www.justinrogers.ne

ที่มา:https://siamrath.co.th/n/38047


Related content

Powered by MakeWebEasy.com